Return to BoardReply message Vote  
หน้าที่  [1]
no photo
ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงิน
โคกคราม
(2 พฤษภาคม 2550 เวลา 09:50:05)
อ่านบทความที่มติชนวันนี้ เลยเอามาให้อ่านกัน..วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10644

"ถ้ารายได้ไม่ใช่ความสุข-แล้วอะไรล่ะใช่?" เสาะหาดัชนีอยู่เย็นเป็นสุขของคนไทย

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



1.หลายคนปรารภว่า "ร่ำรวยขึ้น แต่ไม่เห็นว่าจะมีความสุขเพิ่มขึ้น" ชวนให้คิดเห็นว่า การที่รายได้ของคนเราหรือของประเทศเพิ่มขึ้นอาจจะไม่ช่วยให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น แต่ว่าอีกมุมหนึ่งเห็นว่าเงินนำมาซึ่งความสุข ดังแฝงในโฆษณาที่ว่า "ความสุขที่คุณดื่มได้หรือว่าซื้อหามาบริโภคได้"

วงการเศรษฐศาสตร์ได้พัฒนาดัชนีวัดความเจริญทางเศรษฐกิจ คือ รายได้ และ GDP เรื่อยมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบและประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง สหประชาชาติได้เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาเศรษฐศาสตร์ไปช่วยคิดช่วยทำคู่มือการคำนวณบัญชีประชาชาติ พร้อมกับสนับสนุนให้ทุกประเทศทำบัญชีรายได้ วัดมาตรฐานการครองชีพ วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันคำว่า จีดีพี และ จีเอ็นพี (GDP= Gross Domestic Products, GNP=Gross National Products) เป็นคำศัพท์แพร่หลายในสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีการตีความว่า เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นแล้วประชาชนก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย หรือตีความว่า ประชาชนในประเทศร่ำรวยมีความสุขมากกว่าประชาชนในประเทศยากจน

อันที่จริงทั้งสหประชาชาติหรือปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่พัฒนาตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจ ท่านมิได้อวดอ้างว่า รายได้ของประเทศหรือของบุคคลเพิ่มขึ้นนั้น จะต้องแปลว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น

ช่วงเวลาสามสิบปีเศษที่ผ่านมา วงการเศรษฐศาสตร์เริ่มทำงานวิจัยอย่างจริงจังเพื่อจะทดสอบว่า การที่รายได้เพิ่มขึ้นแล้วทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่?

เกิดการค้นพบสิ่งที่เหนือความคาดหมาย (paradox) กล่าวคือ รายได้กับความสุขไม่ได้สัมพันธ์กับแบบเส้นตรง ไม่ใช่ว่ารายได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แล้วความสุขของคนจะต้องเพิ่มขึ้นสองเท่าตามไปด้วย ผลงานวิจัยบุกเบิกชิ้นหนึ่งโดยคนอเมริกัน ริชาร์ด อิสเตอร์ลิน (Richard Esterlin) เคยเป็นนักวิจัยประจำสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Center for Advanced Study, Stanford University) ผลงานค้นคว้าของเขากระตุ้นให้เกิดการวิจัยหัวข้อดัชนีความสุข

คุณอิสเตอร์ลิน ทบทวนว่ามีนักวิจัยสังคม/จิตวิทยาที่พยายามวัดความรู้สึกว่า "สุข" หรือ "ทุกข์" โดยวิธีสัมภาษณ์ประชาชน 2 แบบ

แบบที่หนึ่ง การตั้งคำถามตามแบบของบริษัทสำรวจความคิดเห็น เช่น Gallup Poll โดยที่นักวิจัยออกไปสอบถามจากตัวอย่างประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตั้งคำถามดื้อๆ ว่า "ช่วยกรุณาประเมินหรือบอกว่าท่านมีความสุขในระดับใด" คะแนนเต็มเท่ากับ 10 แปลว่ามีความสุขมาก คะแนนต่ำสุดเท่ากับ 0 แปลว่าไม่มีความสุข นักวิจัยบางสำนักกำหนดคะแนนเป็นทั้งทางบวกและทางลบ ถ้ามีความสุขให้คะแนนบวก (1 ถึง 5) และเป็นทุกข์ให้คะแนนลบ (-1 ถึง -5)

ส่วนตามแบบที่สอง ตั้งคำถามเป็นสองขั้นตอน ตอนแรก ถามว่าสิ่งที่ท่านมีความสุขหรือความทุกข์นั้น คืออะไร หรือว่ามีองค์ประกอบอันใดทำให้สุขหรือทุกข์ ตัวอย่างเช่น การมีเงิน การได้ท่องเที่ยว การได้กินอาหารอร่อย การได้แฟนคนสวย (เช่นเดียวกับคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ ได้คู่หมั้นหมายเป็นถึงนางงามจักรวาล) ... แล้วอะไรทำให้เกิดความทุกข์ เช่น เป็นหนี้สิน สุขภาพไม่ดี อวัยวะพิกลพิการ ลูกหลานติดยาเสพติดหรือเล่นการพนัน ฯลฯ ต่อจากนั้นจึงค่อยให้บุคคลนั้นประเมินคะแนนความสุข ความทุกข์จากมิติต่างๆ ที่สอบถามในตอนต้น คุณอิสเตอร์ลินได้อ้างถึงผลงานวิจัยของ H. Cantrill ซึ่งทำงานเชิงสำรวจทัศนคติของคนอเมริกันมาอย่างโชกโชน และได้ตีพิมพ์ผลงานเป็นหนังสือสองเล่ม Public Opinion 1935-1946 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1951 และหนังสือ The Pattern of Human Concerns ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1965

นักวิจัยได้ประมวลคำตอบจากประชาชนที่ถูกสัมภาษณ์ แล้วสรุปตามหัวเรื่องได้ความว่า สิ่งที่พึงปรารถนาและถือว่าเป็นความสุขของคนอเมริกัน ได้แก่ เศรษฐกิจ (65%) สุขภาพ (48%) ครอบครัว (47%) ค่านิยมส่วนบุคคล (20%) สถานะทางสังคม (11%) การมีงานทำ (10%) สถานะเมื่อเปรียบเทียบกับโลก (10%) หมายเหตุ ตัวเลขในวงเล็บร้อยละหมายถึงสัดส่วนของคนที่เห็นว่าองค์ประกอบนั้นๆ มีความสำคัญ

นักวิจัยรุ่นต่อมา (รวมทั้งคุณอิสเตอร์ลิน) ได้ขยายเขตของการวิจัยโดยการเปรียบเทียบข้ามประเทศ และได้รับผลลัพธ์ที่เหนือคาดหมาย กล่าวคือ ประเทศที่ถือว่าร่ำรวยมาก (เช่นสหรัฐ) แม้ว่าคะแนนความสุขเป็นลำดับที่หนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับประเทศยากจนหรือรายได้ต่ำกว่ามาก

แต่ว่าคะแนนของความสุขก็ไม่แตกต่างมากน้อยสักเท่าใด

เช่นค่าเฉลี่ยของคนอเมริกันเท่ากับ 6.6 เปรียบเทียบกับคนญี่ปุ่น 5.0 ของคนฟิลิปปินส์ 4.9 และคนอินเดีย 3.7 ทั้งๆ ที่รายได้ของคนอเมริกันนั้นมากกว่าฟิลิปปินส์หรืออินเดียหลายสิบเท่า

อีกนัยหนึ่ง รายได้กับความสุขไม่ได้สัมพันธ์แบบเส้นตรง

จากงานวิจัยยังพบข้อขัดแย้งในตัวคนเรา (จากตัวอย่างคนที่ถูกสัมภาษณ์) เช่น เมื่อบุคคลถูกถามว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมาท่านร่ำรวยเพิ่มขึ้นหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือไม่? กี่เปอร์เซนต์? "ผม/ดิฉันรวยขึ้นเท่ากับ 20%" แต่เมื่อสอบถามโดยละเอียด (โดยไล่เรียงตัวเลขบัญชีเงินฝากธนาคาร และทรัพย์สินที่บุคคลถือครอง) พบว่าความจริงมีความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นตั้ง 100% แปลว่า การประเมินสถานะโดยรวมของคนเรานั้นมีอคติ "ต่ำกว่าความเป็นจริง" พบความไม่คงเส้นคงวา หรือความขัดในตัวคนเรา (inconsistency) ระหว่างการประเมินภาพรวม กับ การคิดคำนวณอย่างละเอียด ทั้งๆที่บุคคลนี้ไม่มีเจตนาจะโกหกหรือซุกซ่อนความจริง

ในเวลาต่อนักวิจัยสาขาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาค้นคว้าหัวเรื่องความไม่คงเส้นคงวาของคนเรานี้ และได้ยืนยันความขัดกันในบุคคล โดยสรุปคือ การได้เงินเพิ่มขึ้น (สมมติว่าเท่ากับหนึ่งพันบาท) รู้สึกว่าไม่มากนัก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามคนเดียวกันสูญเสียเงินหนึ่งพันบาท กลับมีความรู้สึกว่าสูญเสียมาก

ทฤษฎีนี้เรียกว่า Prospect Theory อธิบายความไม่สมมาตร (asymmetry) ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น กับการเปลี่ยนแปลงที่เลวลง

"เศรษฐกิจดี-แต่ว่าไม่มีความสุข" Tibor Scitovsky ปรมาจารย์นักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือ ชื่อว่า "เศรษฐกิจที่ไร้ความสุข" (The Joyless Economy) ตีพิมพ์ในปี 1976 ซึ่งทำให้เกิดมุมมองใหม่ว่าด้วยความสุข

ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันหลายท่าน ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปสู่ "สังคมผู้บริโภค" หนังสือชื่อว่า An Affluent Society (เขียนโดยศาสตราจารย์แกลเบรธ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นอกจากดังในวงการเศรษฐศาสตร์ ยังได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีเคนเนดี้ไปช่วยงานให้คำปรึกษาและบริหาร เคยเป็นเอกอัครราชทูตของอเมริกาในประเทศอินเดีย) ศาสตราจารย์วอลท์ รอสเทา แห่งสถาบันเอ็มไอที เขียนตำราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แพร่หลายทั่วโลก (สภาวิจัยแห่งชาติเคยแปลหนังสือของท่านเป็นพากย์ไทยให้คนไทยอ่าน) พร้อมกับประเมินว่า คนอเมริกันได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมอุดมการบริโภค" ซึ่งมองว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง

ในหนังสือ The Joyless Economy, Tibor Scitovsky เขียนแย้งว่า รายได้เพิ่มขึ้นก็จริง-แต่กลับไม่พบความสุข พร้อมกับขยายความว่า รายได้เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนมี "ความสบาย" (comfort) เพิ่มขึ้น แต่ว่า "ความเร้าใจ" (stimulation) กลับเลือนหายไป

ในอดีตสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองประชาชนโลกโดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนไทยคนจีนและชาติต่างๆ ไม่สบายเหมือนปัจจุบัน "ไม่ค่อยจะมีกิน" อดมื้อกินมื้อ บริโภคข้าวผักและอาหารแป้งเป็นอาหารหลัก นานปีทีหนจึงจะได้โอกาสบริโภค "หมูเห็ดเป็ดไก่" แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมบริโภคนิยมเพราะว่ารายได้สูงขึ้น ก็สามารถจะบริโภค "หมูเห็ดเป็ดไก่" ได้แทบทุกวัน แต่ในที่สุดก็ "น่าเบื่อหน่าย"

สังคมของคนอเมริกันจึงเป็นสังคมน่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรเร้าใจ ต้องคิดหาเกมประหลาดใหม่เพื่อกระตุ้นความเร้าใจ เช่น รถแข่ง ซิ่งมอเตอร์ไซค์ข้ามรถห้าสิบคัน อะไรทำนองนั้น

การค้นคว้าวิจัยว่าด้วยความสุข ได้แพร่หลายในยังประเทศต่างๆทั่วโลก ได้พัฒนาเทคนิคใหม่และวิธีการวัดความสุข สถาบันวิชาการหลายแห่งเก็บตัวอย่างการสำรวจทัศนคติของประชาชนนำมาวิเคราะห์ความสุข

เช่นตัวอย่างหนังสือชื่อว่า Happiness Quantified : A Satisfaction Calculus Approach ตีพิมพ์เมื่อสามปีที่แล้ว โดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์สองท่าน Bernard Van Pragg และ Ada Ferrer-I-Carbonell กำหนดนิยามของความพึงพอใจออกเป็น 8 มิติ ครอบคลุมการทำงาน ฐานะการเงิน สภาพที่อยู่อาศัย สุขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจที่พอเพียงและได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างไร ชีวิตสมรสและครอบครัว และสถานะทางสังคมและทำดัชนีรวม โดยจัดเก็บตัวอย่างประชาชนในประเทศเนเธอร์แลนด์และอังกฤษจำนวนหลายพันครอบครัว เนื่องจากมี 8 มิติและวิเคราะห์แยกเพศหญิง-ชาย จึงได้สมการของความสุข 16 สมการก่อนจะเป็นดัชนีรวม

พบข้อสรุปว่า ฝ่ายหญิงมีความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่าชายเล็กน้อย โดยส่วนรวม พบว่ามิติที่ฝ่ายหญิงมีความรู้สึกพึงพอใจมากกว่าฝ่ายชายได้แก่ ด้านการทำงาน ด้านการเงิน ด้านที่อยู่อาศัย ส่วนมิติที่ฝ่ายชายพอใจสูงกว่าฝ่ายหญิงคือ ด้านสุขภาพ ด้านชีวิตสมรส และสถานะทางสังคม

อดีตกษัตริย์ของประเทศภูฏาน เคยให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่สอบถามนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของภูฏานเป็นอย่างไร? และเป้าหมายทำให้ GDP เพิ่มขึ้นอย่างไร?

ได้รับคำตอบที่น่าทึ่งว่า ประเทศภูฏานไม่สนใจที่จะตั้งเป้าหมายการเพิ่มรายได้ หรือเพิ่ม GDP แต่สนใจที่จะทำให้ประชาชนของภูฏานมีความสุขและมีความใสใจเป้าหมาย GDH (Gross Domestic Happiness) นับเป็นความอาจหาญในด้านนโยบาย ที่ปฏิเสธการวิ่งไล่กวดทางเศรษฐกิจ หรือมุ่งเป้าหมายเพิ่มรายได้ต่อหัว

คำกล่าวของอดีตกษัตริย์ภูฏานพระองค์นี้ได้รับการอ้างอิงและทำให้เกิดผลสะเทือนทางสังคมไม่น้อยทีเดียว

เป็นที่น่ายินดีที่หลายหน่วยงาน/องค์กรในประเทศไทย สนใจการค้นคว้าวิจัยเรื่องความสุขของประชาชน และพยายามสำรวจหรือสร้างดัชนีวัดที่เรียกว่า "อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน" ในสังคมไทย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) กำลังทำงานพัฒนาดัชนีวัดความสุขสำหรับคนไทย ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ (ได้จัดประชุมรายงานผลขั้นต้นไปเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเชิญบุคคลภายนอกช่วยออกความคิดเห็น และจะรายงานผลในการประชุมวิชาการประจำปีของสภาพัฒน์ ในเดือนมิถุนายน) โดยคำนึงถึง 6 องค์ประกอบซึ่งครอบคลุม การมีสุขภาพที่ดี การมีครอบครัวที่ดี สถานะเศรษฐกิจ สภาพสังคมและชุมชนเข้มแข็ง สภาพสิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี

จะเห็นว่าครอบคลุมรอบด้าน "มากกว่าเรื่องของรายได้" "มากกว่าเรื่องของตนเองและครอบครัว" หมายถึง การวัดความสุขและความทุกข์ร่วมกัน ซึ่งผู้เขียนเห็นพ้องด้วย เพราะว่ามี "พื้นที่ส่วนรวม" ที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุข ความทุกข์ร่วมกัน เช่น ภาวะสงครามและทำลายล้าง ทำให้เกิดความทุกข์ร่วมกันทั้งคนจนคนรวยต่างสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น มลพิษและมลภาวะ โรคไข้หวัดนก โรคคอร์รัปชันระบาด เป็นตัวอย่างของ public bads และมี public goods ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุขและปีติร่วมกัน เช่น การได้อยู่ภายใต้การปกครองแผ่นดินโดยธรรม

นอกเหนือจากงานของสภาพัฒน์ ยังมีสถาบันวิชาการที่ทำงานสำรวจความสุขของคนไทย เช่น เอแบคโพล สำรวจทัศนคติของคนไทยเป็นประจำ พร้อมกับตั้งคำถามให้คนประเมินความสุขหรือความทุกข์

งานวิจัยและพัฒนาที่สภาพัฒน์ดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังในขณะนี้ ตั้งโจทย์สำคัญๆ เกี่ยวกับ ก) องค์ประกอบของความสุขของคนไทยควรจะประกอบด้วยหัวข้อใด ซึ่งได้ข้อสรุปว่าให้ครอบคลุมหกมิติที่อ้างถึงข้างต้น ข) ในแต่ละตัวชี้วัดนั้น จะใช้อะไรเป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ค่อนข้างซับซ้อนยุ่งยากเกี่ยวกับสภาพชุมชนเข้มแข็ง และการวัดธรรมาภิบาลในสังคมไทย เพราะว่าเป็นเรื่องใหม่และเป็นหัวข้อท้าทาย สำหรับข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมนั้นได้มีการพัฒนาด้านข้อมูลทำงานไปมากแล้ว

ค) มีข้อเสนอว่าควรจะมีเลขดัชนีวัดอยู่เย็นเป็นสุขสำหรับคนเมืองชุดหนึ่ง และดัชนีของคนชนบทอีกชุดหนึ่ง เพราะว่าวิถีชีวิตและบริบทแตกต่างกัน

ง) ในฐานะหน่วยงานวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ สภาพัฒน์มีภารกิจที่จะค้นคว้าเชิงลึกไปถึงนโยบายของประเทศด้วย ไม่ใช่แค่การวัดหรือสร้างเลขดัชนีเท่านั้น หมายความว่า ในบางมิติที่ยังบกพร่อง (ในมิตินั้นๆคนไทยยังความสุขน้อย และความทุกข์มาก) จะต้องสืบค้นหาความเชื่อมโยงกับนโยบาย เพื่อเสนอแนะปรับปรุงนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เข้าถึงหรือเข้าใกล้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

นับว่าเป็นความท้าทาย ความเร้าใจและภารกิจอันหนักอึ้งของทีมงานวิจัยของสภาพัฒน์ (ที่จะทำรายงานให้แล้วเสร็จก่อนเส้นตาย) ผู้เขียนเป็นคนนอกแต่ว่าถูกดึงตัวไปช่วยงานวิจัยของสภาพัฒน์ ก็ต้องช่วยกันติดตามและสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้มีดัชนีวัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน พร้อมกับสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทย

  

nidnoi
(2 พฤษภาคม 2550 เวลา 20:24:57)
เฮ้อ! จะสุขหรือไม่สุขขอมีเงินเอาไว้ดีกว่าไม่มีเงิน ไม่มีเงินทุกข์แน่ๆ ง่ายๆเลยทุกข์เพราะหิว พอมีเงินแล้วต้องใช้มันเป็น อย่าตกเป็นทาสของเงินทนุถนอมเงินไม่ยอมใช้มัน ตายไปเลยเอาไปไม่ได้ซักแดง


หินครับ
(3 พฤษภาคม 2550 เวลา 09:31:46)
prospect theory ที่อธิบายความไม่สมมาตร

ตอนนี้เอามาอธิบายเมืองไทยได้พอดีเป๊เลย

เปลี่ยนรัฐบาลแล้วดีขึ้น ก็แล้วไป
แต่เปลี่ยนแล้วเป็นแบบนี้ ก็วุ่นวายไปตามระเบียบ อิอิ


 
   
share
ตะวันยิ้มแฉ่ง
กลับไปด้านบน    
กระทู้หมายเลขที่ 1161 [ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงิน]  
 
  *** สมาชิกเท่านั้นสามารถ upload รูปได้ *** [อัพโหลดรูป]  
  [ชื่อ] must  
  [e-mail]  
  [ใส่ชื่อประเทศ]must  
   
   
     
   
 
การเขียนข้อความใด ๆ หริอเผยแพร่ข้อมูลอันจะก่อให้เกิดผลเสียหาย และผลกระทบต่อบุคคลอื่น หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความผิดตามกฏหมาย ดังนั้น ก่อนจะเขียนข้อความ หรือเผยแพร่ข้อมูล โปรดระมัดระวัง เพราะท่านต้องรับผิดชอบในการกระทำของท่าน และสำหรับทางเว็บได้มีการบันทึกข้อมูลเพื่อสามารถตรวจสอบและค้นหาทีมาของข้อความได้ตามที่กฏหมายได้กำหนดไว้
สำหรับท่านใดมีข้อสงสัย หรือข้อเสนอแนะอื่น ๆ ต่อเว็บ กรุณาส่ง email มาที่ webmaster@tawanyimchang.com ขอบคุณครับ
 
credits

 © Copyright 2003 tawanyimchang.com All Right Reserved. Contact >> webmaster@tawanyimchang.com  powered by mochit2.com || contact webmaster@tawanyimchang.com